วันอังคารที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

 คุณลักษณะของเสียงที่เกิดจากเครื่องดนตรีแต่ละชนิด ย่อมแตกต่างกันด้วยองค์ประกอบหลายประการ เครื่องดนตรีแต่ละชนิดมีบทบาทหน้าที่แตกต่างกันไป การเรียนรู้ให้เข้าใจเรื่องเครื่องดนตรีแต่ละชนิดจะทำให้สามารถจำแนกเครื่องดนตรีได้ถูกต้อง และเข้าใจในบทบาทหน้าที่ของเครื่องดนตรีแต่ละชนิดที่นำไปประสมวงเป็นวงดนตรีประเภทต่างๆ
          เมื่อดนตรีของชาติตะวันตกที่คิดค้นมาจากทวีปยุโรป และอเมริกา ได้รับการยอมรับมีการนำไปใช้กันอย่างแพร่หลาย ดนตรีตะวันตกจึงกลายเป็นดนตรี ของคนทุกชาติทุกภาษา ถือได้ว่า เป็นของสากล จึงเกิดคำว่า “ดนตรีสากล” เครื่องดนตรีตะวันตกก็เช่นเดียวกัน เป็นสิ่งประดิษฐ์ที่ชาติตะวันตกได้คิดค้นขึ้นมา เครื่องดนตรีมีอยู่หลายแบบแตกต่างกันไปตามวัฒนธรรม ความนิยมของแต่ละท้องถิ่น แต่ละชนชาติ และมีการนำไปใช้กันอย่างแพร่หลายทั่วโลก เป็นที่ยอมรับของคนทุกชาติ ทุกภาษา ถือว่าเป็นของสากลเช่นกัน จึงเกิดคำว่า “เครื่องดนตรีสากล” ซึ่งหมายถึง เครื่องดนตรีที่ถือกำเนิดมาจากชาติตะวันตกนั่นเอง
          เครื่องดนตรีคือสิ่งประดิษฐ์ที่มนุษย์สร้างขึ้นมาเพื่อกำเนิดเสียงชนิดต่างๆ ตามที่ต้องการ เสียงของเครื่องดนตรีแต่ละชนิดมีความแตกต่างกันออกไป ทำให้เกิดความหลากหลายของเสียง บทเพลงมีสีสัน มีชีวิตชีวา เสริมสร้างอารมณ์จากเสียงของเครื่องดนตรีชนิดต่างๆ เครื่องดนตรีสากลในปัจจุบันสามารถจำแนกหรือจัดเป็นประเภทใหญ่ๆ ตามลักษณะของเสียงที่คล้ายคลึงกัน และลักษณะของเครื่องดนตรี แบ่งออกเป็น 5 ประเภทใหญ่ๆ ดังนี้








ต้นกำเนิดแห่งดนตรีตะวันตก

ต้นกำเนิดแห่งดนตรีตะวันตก





การศึกษาประวัติศาสตร์ดนตรีตะวันตกนั้นย่อมเกี่ยวข้องกับวิวัฒนาการอย่างเป็นลำดับขั้นของความคิดและการปฏิบัติ ซึ่งจะนำไปสู่การแบ่งประวัติศาสตร์ออกเป็นแต่ละยุคตามลำดับเวลาที่เกิดขึ้น การแบ่งยุคต่างๆ นี้เกิดขึ้นเหมือนกับการแบ่งยุคของศิลปะในยุคต่างๆ บางยุคอาจถูกแบ่งย่อยออกเป็นช่วงต้น กลางหรือปลายได้อีก และยุคที่ถูกแบ่งย่อยเหล่านี้อาจมีชื่อเรียกเฉพาะด้วยก็ได้ การแบ่งยุคของดนตรีก็เช่นกัน นิยมแบ่งตามลำดับเวลา แม้ว่าการแบ่งยุคสมัยเหล่านี้ จะทำขึ้นเพื่อความสะดวกในการลำดับเหตุการณ์และพัฒนาการต่างๆ แต่ต้องเข้าใจว่า การเปลี่ยนจากยุคหนึ่งไปสู่ยุคหนึ่งนั้นมิได้เกิดอย่างทันทีทันใด หากแต่ดำเนินขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป แม้จะเข้าสู่อีกยุคหนึ่งแล้ว แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในยุคก่อนหน้านี้ก็ยังมิได้สูญหายไปทันที ยังคงดำเนินต่อไปแม้ว่าจะเข้าสู่ยุคใหม่แล้วก็ตาม หากแต่มิได้เป็นที่นิยมกันในยุคใหม่ จึงค่อยๆเสื่อมความนิยมลงไปในที่สุด ยิ่งไปกว่านั้นไม่มียุคหรือสไตล์ใดที่จะคงอยู่ตลอดไป หากแต่การเปลี่ยนแปลงนั้น ค่อยๆเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องภายในยุคและสไตล์ที่เกิดขึ้นอย่างเหล่านั้น
การค้นคว้าของนักดนตรีวิทยาที่มุ่งย้อนไปศึกษาดนตรีตั้งแต่ยุคกลางเป็นต้นมานั้น ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า การค้นคว้าหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ในยุคที่ยังมิได้มีการบันทึกหลักฐานต่างๆไว้อย่างเป็นระบบเหมือนอย่างที่เป็นในปัจจุบัน ฉะนั้นจะสังเกตได้ว่า การกำหนดช่วงเวลาที่เกิดเหตุการณ์ในยุคกลางและยุคเรเนอส์ซองค์นั้น บางครั้งเป็นการคาดการณ์โดยประมาณเท่านั้น เนื่องจากไม่พบหลักฐานที่ชัดเจนที่ระบุเวลาที่เกิดเหตุการณ์นั้นๆ ขึ้นอย่างแน่นอน
จากวิวัฒนาการของดนตรีตะวันตกที่เกิดขึ้น โดยการค้นคว้าของนักดนตรีวิทยานั้น ประวัติศาสตร์ดนตรีตะวันตกสามารถแบ่งได้เป็น 7 ยุคใหญ่ ดังนี้(สิ่งที่จะขอทำความเข้าใจก็คือเรื่องตัวเลข ปีคริส์ตศักราชอาจจะไม่เหมือนกันในตำราแต่ละเล่ม)

1. ยุคกลาง( Middle Ages หรือ Middle Period หรือ Mediaeval Period ประมาณ ค.ศ. 850-1450)

2. ยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการ ( Renaissance Period ; ค.ศ. 1450 -1600)

3. ยุคบาโรก ( Baroque Period ; ค.ศ. 1600 -1750)

4. ยุคคลาสสิค ( Classic Period ; ค.ศ. 1750 -1825)

5. ยุคโรแมนติค ( Romantic Period ; ค.ศ. 1825 -1900)

6. ยุคอิมเพรสชั่นนิสติค(Impressionistic Period ; ค.ศ. 1850 - 1930)

7. ยุคศตวรรษที่ 20 ( Twentieth Century ; ค.ศ. 1930 เป็นต้นมา)



ที่มา: http://lms.thaicyberu.go.th

ดนตรีตะวันตก สมัยรีเนซองส์


             
           
       สมัยรีเนซองส์ คำว่า “Renaissance” แปลว่า “ การเกิดใหม่” (Re-birth) ซึ่งหมายถึงช่วงเวลาที่ปัญญาชนในยุโรปได้หันความสนใจจากกิจการฝ่ายศาสนาที่ได้ปฏิบัติมาอย่างเคร่งครัดตลอดสมัยกลาง มาสู่การฟื้นฟูศิลปวิทยา ซึ่งมีแนวความคิดอ่านและวัฒนธรรมตามแบบกรีก และโรมันโบราณ สมัยแห่งการฟื้นฟูศิลปวิทยานี้


           ได้เริ่มขึ้นครั้งแรกตามหัวเมืองภาคเหนือของแหลมอิตาลี โดยได้เริ่มขซ์   ภาพ The Birth of Venus ก่อนแล้วจึงแพร่ไปยังเวนิชปิสา เจนัว จนทั่วแคว้นทัสคานีและลอมบาร์ดี จากนั้นจึงแพร่ไปทั่วแหลมอิตาลีแล้วขยายตัวเข้าไปในฝรั่งเศส เยอรมนี เบลเยี่ยม เนเธอร์แลนด์ และอังกฤษ ลักษณะของดนตรีในสมัยนี้ยังคงมีรูปแบบคล้ายในสมัยศิลป์ใหม่ แต่ได้มีการ

1. สมัยศตวรรษที่ 15 ประชาชนทั่วไปได้หลุดพ้นจากการปกครองระบอบศักดินา (Feudalism) มนุษยนิยม (Humanism) ได้กลายเป็นลัทธิสำคัญทางปรัชญา ศิลปินผู้มีชื่อเสียง คือ ลอเร็นโซ กิแบร์ตี โดนาเต็ลโล เลโอนาร์โด ดา วินชิ ฯลฯ เพลงมักจะมี 3 แนว

          โดยแนวบนสุดจะมีลักษณะน่าสนใจกว่าแนวอื่น ๆ เพลงที่ประกอบด้วยเสียง 4 แนว ในลักษณะของโซปราโน อัลโต เทเนอร์ เบส
เริ่มนิยมประพันธ์กันซึ่งเป็นรากฐานของการประสานเสียง 4 แนว ในสมัยต่อ ๆ มา เพลงโบสถ์จำพวกแมสซึ่งพัฒนามาจากแชนท์มีการประพันธ์กันเช่นเดียวกับในสมัยกลาง เพลงโมเต็ตยังมีรูปแบบคล้ายสมัยศิลป์ใหม่ ในระยะนี้เพลงคฤหัสถ์เริ่มมีการสอดประสานเกิดขึ้น คือ เพลงประเภท ซังซอง แบบสอดประสาน (Polyphonic chanson)
          ซึ่งมีแนวทำนองเด่น 1 แนว และมีแนวอื่นสอดประสานแบบล้อกัน (Imitative style) ซึ่งมีแนวโน้มเป็นลักษณะของการใส่เสียงประสาน(Homophony) ลักษณะล้อกันแบบนี้เป็นลักษณะสำคัญของเพลงในสมัยนี้ นอกจากนี้มีการนำรูปแบบของโมเต็ตมาประพันธ์เป็นเพลงแมสและการนำหลักของแคนนอนมาใช้ในเพลงแมสด้วย


2. สมัยศตวรรษที่ 16 มนุษยนิยมยังคงเป็นลัทธิสำคัญทางปรัชญา
          การปฏิรูปทางศาสนาและการต่อต้านการปฏิรูปทางศาสนาของพวกคาทอลิกเป็นเหตุการณ์สำคัญยิ่งของคริสต์ศาสนาเพลงร้อง แบบสอดประสานทำนองพัฒนาจนมีความสมบูรณ์แบบเพลงร้องยังคงเป็นลักษณะเด่น แต่เพลงบรรเลงก็เริ่มนิยมกันมากขึ้น เพลงโบสถ์ยังมีอิทธิพลจากเพลงโบสถ์ของโรมัน แต่ก็มีเพลงโบสถ์ของนิกายโปรแตสแตนท์เกิดขึ้น การประสานเสียงเริ่มมีหลักเกณฑ์มากขึ้น การใช้การประสานเสียงสลับกับการล้อกันของทำนองเป็นลักษณะหนึ่งของเพลงในสมัยนี้ การแต่งเพลงแมสและโมเต็ต นำหลักของการล้อกันของทำนองมาใช้แต่เป็นแบบฟิวก์ (Fugue) ซึ่งพัฒนามาจากแคนนอน คือ การล้อของทำนองที่มีการแบ่งเป็นส่วน ๆ ที่สลับซับซ้อนมีหลักเกณฑ์มากขึ้นในสมัยนี้มีการปฏิวัติทางดนตรีเกิดขึ้นในเยอรมัน ซึ่งเป็นเรื่องของความขัดแย้ง

          ทางศาสนากับพวกโรมันแคธอลิก จึงมีการแต่งเพลงขึ้นมาใหม่โดยใช้
กฏเกณฑ์ใหม่ด้วยเพลงที่เกิดขึ้นมาใหม่เป็นเพลงสวดที่เรียกว่า “ โคราล” (Chorale) ซึ่งเป็นเพลงที่นำมาจากแชนท์แต่ใส่อัตราจังหวะเข้าไป           นอกจากนี้ยังเป็นเพลงที่นำมาจากเพลงคฤหัสถ์โดย ใส่เนื้อเป็นเรื่องศาสนาและเป็นเพลงที่แต่งขึ้นใหม่ด้วย เพลงในสมัยนี้เริ่มมีอัตราจังหวะแน่นอน เพลงคฤหัสถ์มีการพัฒนาทั้งใช้ผู้ร้องและการบรรเลง กล่าวได้ว่าดนตรีในศตวรรษนี้มีรูปแบบ ใหม่ ๆ เกิดขึ้นและหลักการต่าง ๆ มีแบบแผนมากขึ้น ในสมัยนี้มนุษย์เริ่มเห็นความสำคัญของดนตรีมาก โดยถือว่าดนตรีเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต           นอกจากจะให้ดนตรีในศาสนาสืบเนื่องมาจากสมัยกลาง (Middle Ages) แล้วยังต้องการดนตรีของคฤหัสถ์ (Secular Music) เพื่อพักผ่อนในยามว่าง เพราะฉะนั้นในสมัยนี้ดนตรีของคฤหัสถ์ (Secular Music) และดนตรีศาสนา (Sacred Music) มีความสำคัญเท่ากัน สรุป ลักษณะบทเพลงในสมัยนี้ 1. บทร้องใช้โพลีโฟนี (Polyphony) ส่วนใหญ่ใช้ 3-4 แนว ในศตวรรษที่ 16 ได้ชื่อว่า “The Golden Age of Polyphony”2. มีการพัฒนา Rhythm ในแบบ Duple time และ Triple time ขึ้น3. การประสานเสียงใช้คู่ 3 ตลอด และเป็นสมัยสุดท้ายที่มีรูปแบบของขับร้องและบรรเลงเหมือนกัน
          ที่มา : http://www.lks.ac.th/band/page9.htm

วันจันทร์ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

<iframe width="420" height="315" src="http://www.youtube.com/embed/qKBy605z-UY" frameborder="0" allowfullscreen></iframe>

เครื่องดนตรีตะวันตก


 เครื่องดนตรี คือ อุปกรณ์ในการสร้างเสียงดนตรีที่สำคัญ ความแตกต่างของรูปร่าง ลักษณะวัตถุที่ใช้ทำเครื่องดนตรี และวิธีการทำให้เกิดเสียง จะให้เสียงดนตรีที่แตกต่างกัน ให้อารมณ์แก่ผู้ฟังต่างกัน 
          การจัดแบ่งกลุ่มหรือประเภทของเครื่องดนตรีอาจทำได้หลายวิธีการ อาจจัดตามรูปร่างลักษณะ วิธีการทำให้เกิดเสียง ฯลฯ ในดนตรีของชาติต่าง ๆ ก็มีวิธีการจัดโดยอาศัยหลักเกณฑ์ที่แตกต่างกันออกไป สำหรับเครื่องดนตรีสากล ในปัจจุบันนิยมแบ่งเป็นกลุ่มต่าง ๆ ดังนี้
1.กลุ่มเคื่องสาย
2.กลุ่มเครื่องลมไม้
3.กลุ่มเครื่องเป่าประเภทโลหะหรือเครื่องเป่าทองเหลือง

4.กลุ่มเครื่องคีย์บอร์ด
5.กลุ่มเครื่องกระทบหรือเครื่องประกอบจังหวะ
ที่มา 
http://www.lks.ac.th/band/page7.htm
<iframe width="480" height="360" src="http://www.youtube.com/embed/qKBy605z-UY" frameborder="0" allowfullscreen></iframe>